เที่ยวรอบขอบไอร์แลนด์ : Beautiful Edge of Ireland



เที่ยวรอบขอบไอร์แลนด์ : Beautiful Edge of Ireland

...ไอร์แลนด์ หนึ่งในประเทศสหราชอาณาจักรที่หลายคนอาจเคยได้ยินเพียงผ่านหู หรืออาจไม่เคยเห็นภาพความงามของประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ แต่หากเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นและลองมาทำความรู้จักเชื่อเหลือเกินว่าที่นี่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางให้กับการเดินทางของใครสักคนก็เป็นได้ ความงดงามของประเทศไอร์แลนด์เต็มเปี่ยมด้วยทั้งความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมที่ผ่านรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปเลาะขอบเกาะไอร์แลนด์กันว่ามีสถานที่ไหนที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจกันบ้าง
...เรามาเริ่มต้นกันที่เมืองหลวงของประเทศกันก่อนที่เมือง ดับลิน(Dublin) จุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ดินแดนแห่งนี้ด้วยมนต์เสน่ห์ของตัวเมืองที่เป็นที่ใฝ่ฝันของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยการมาเดินสัมผัสวิถีชีวิต ดูตึกรามบ้านช่อง อาคารต่าง ๆ ที่พร้อมให้เราใช้เวลาเดินกันเพลิดเพลินพร้อมเก็บภาพมุมต่าง ๆ



...สภาพภูมิอากาศ...
...แบ่งได้เป็น 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ > ฤดูร้อน > ฤดูใบไม้ร่วง > ฤดูหนาว .. โดยช่วงเวลาที่หนาวที่สุดอยู่ในช่วงราวเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณเลขตัวเดียว ส่วนในช่วงที่อากาศอบอุ่นที่สุดของปีจะอยู่ในช่วงเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม อุณหภูมิประมาณ 14 -16 องศาเซลเซียส และด้วยจากที่ไอร์แลนด์นั้นได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกลัมฟ์สตรีมจึงส่งผลให้ที่นี่อากาศไม่รุนแรงหนาวจัดร้อนจัดจนเกินไป เรียกว่าคนไทยเราก็สามารถมาเที่ยวได้สบาย ๆ หนาวเต็มที่ก็ไม่ถึงติดลบ ร้อนสุด ๆ ก็ประมาณ 25 องศา.. ก็เลือกช่วงเวลากันดูว่าอยากมาสัมผัสบรรยากาศแบบไหนกัน
...ส่วนในภาพคือบรรยากาศแบบสงบ ๆ ของ St.Stephen's Green Park สวนสาธารณะสวย ๆ อีกแห่งในตัวเมืองดับลิน

...ปิดท้ายเมือง Dublin ด้วยมุมสวย ๆ ของ The Baily Lighthouse กับภาพของประภาคารที่ตั้งเด่นตระหง่านของเมือง Howth Head เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างมาทางตะวันออกของดับลิน

...จากนั้นเดินทางกันต่อขึ้นไปทางเหนือสู่เมือง Belfast เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ ชมสถาปัตยกรรมสวย ๆ กันสักหน่อย ใช้เวลาพักผ่อนที่นี่สักคืนหรือสองคืนเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศการเดินทาง แล้วพร้อมมุ่งหน้ากันต่อสู่สถานที่ต่อไป

...จากเมือง Belfast เราเดินทางเลาะขอบของไอร์แลนด์เหนือกันต่อไปอีกสักราว 100 กิโลเมตรก็จะพบกับอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวปักหมุดให้เป็นหนึ่งไฮไลท์นั่นได้แก่ Carrick-a-Rede Rope Bridge สะพานเชือกที่สร้างขึ้นเพื่อข้ามไปยังหลังเกาะเล็ก ๆ สาเหตุที่ต้องสร้างสะพานข้ามไปเพราะที่หลังเกาะนี้เป็นแหล่งที่มีปลาแซลมอนอยู่ชุกชุม แม้ในปัจจุบันจะมีจำนวนน้อยลงแต่เหตุผลหลัก ๆ ที่นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางมาก็คือเพื่อมาเดินให้ตัวแกว่งตัวเอียงบนสะพานแขวนนี่แหละครับ



...เราออกจากพื้นที่ของสะพานแขวนขับไปตามชายฝั่งหน้าผาเพื่อสู่สถานที่ริมชายฝั่งที่มีความมหัศจรรย์ และแปลกประหลาดด้วยผลงานการสร้างสรรค์ของธรรมชาติกันที่ Giant's Causeway... หากแปลกันตรงตัวก็แปลได้ว่า ทางเดินยักษ์ ..

...ที่นี่เราจะได้พบกับแท่งหินบะซอลต์จำนวนกว่า 40,000 ก้อน ที่เรียงรายอยู่บริเวณชายฝั่งจนกลายเป็นกลุ่มก้อนให้เราได้เห็นกันแบบแปลกประหลาดสายตาในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ไม่คิดว่าจะสร้างสรรค์ได้ออกมาเป๊ะและลงตัวขนาดนี้ เสาหินที่เราเห็นในภาพนี้เกิดจากการเย็นตัวลงของลาวาตั้งแต่เมื่อราว 50,000 - 60,000 ปีที่ผ่านมา ว่าแต่ทำไมมันถึงได้ออกมารูปทรงเรขาคณิตเป๊ะขนาดนี้ก็เพราะเนื้อหินบะซอลต์ของลาวาใต้พื้นโลก(ในบริเวณนี้)ที่ปะทุขึ้นมา ผ่านเวลาจนถึงช่วงที่ลาวาเย็นตัวเลงก็จะมีการดึงของพื้นผิวทำให้หินบะซอลต์แยกออกจากกันเป็นรูปทรงคล้ายรังผึ้ง โดยที่ขนาดของแท่งหินแต่ละแท่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการเย็นตัวของลาวานั่นเอง ที่ยิ่งเย็นเร็วเท่าไหร่แท่งหินก็จะมีขนาดเล็กลงมากขึ้น...

...ส่วนอีกเหตุผลที่มาไอร์แลนด์เหนือแล้วจะไม่มาที่นี่ไม่ได้ก็เพราะที่นี่นั้นได้รับการประกาศจาก Unesco ให้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติด้วย..

...ผ่านไปกับความน่าอัศจรรย์ผลงานสรรสร้างของธรรมชาติเราขับรถมุ่งลงทางตอนใต้เข้าสู่ประเทศไอร์แลนด์กันอีกครั้งยาว ๆ 400 กว่ากิโล ซึ่งเส้นทางเหล่านี้เราสามารถขับเลาะตามขอบชายฝั่งริมหน้าผาก็ได้ หรือจะตัดเข้าในหน่อยก็ได้แล้วแต่แพลนเส้นทางกันไว้แบบไหน แต่แน่นอนว่าจุดหมายของการเดินทางอีกที่ที่มีความสวยงามรอเราอยู่นั้นต้องเป็นที่ Cliffs of Moher แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีผู้คนจากทั่วโลกรวมทั้งชาวไอร์แลนด์เองเดินทางมาที่หน้าผาแห่งนี้เฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี


...กลุ่มหินแนวหน้าผาที่เห็นกันอยู๋นี้มีอายุมากว่า 300 ล้านปี ผ่านทั้งวันเวลาสายลมแสงแดด กระแสน้ำ คลื่นลม พายุต่าง ๆ จนทำให้เกิดการกัดกร่อนไปตามธรรมชาติจนได้ภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ ..ความยาวของหน้าผานี้ระยะทางราว ๆ รวม 8 กิโลเมตร โดยมีจุดสูงที่สุดอยู่ที่ 214 เมตร จากระดับน้ำทะเล

...อีกหนึ่งความโด่งดังของหน้าผาหินที่นี่ก็คือเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter & The Half Blood Prince แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม ที่ออกฉายในปี 2009 ด้วย..

...ปิดท้ายภาพที่ Cliffs of Moher ด้วยภาพของหอคอย O'Brien's Tower ที่ปรากฏตัวโดดเด่นอยู่ริมหน้าผาท้าทายลมฝน และเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกจุดของบริเวณนี้ด้วยเช่นกัน...

...และในที่สุดก็มาถึงสถานที่อันดับสุดท้ายของบทความนี้ที่ Killarney กับภาพบรรยากาศโดยรวมที่เราสามารถรู้ได้ทันทีถึงความเงียบสงบ และความสุขของการเดินทางกับภาพของ Muckross House ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Muckross Lake และภาพจากเส้นทางต่าง ๆ ของเมือง Killarney ที่นำมาฝากกันทั้งในส่วนของอุทยานแห่งชาติ Killarney National Park ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติเป็นการปิดท้ายเส้นทางที่เราสามารถจัดให้เป็น Road Trip ได้สบาย ๆ .. เป็นอันจบไปกับบทความแนะนำเที่ยวรอบขอบไอร์แลนด์ ซึ่งหากใครสนใจจะให้ทางเราจัดทริปเที่ยวที่ไอร์แลนด์ หรือจะเป็นที่ไหนลองทักทายกันมาครับ.. ไม่แน่ว่าการเดินทางครั้งต่อไปถึงแม้จะไม่ใช่ที่นี่ที่ไอร์แลนด์แต่อาจเป็นที่ไหนสักที่ที่เราอาจจะได้เดินทางร่วมกันก็ได้ครับ .. www.apollo-tours.com




#แค่คุณเปิด โลกคุณก็เปลี่ยน
สนใจทัวร์เส้นทางไอร์แลนด์ หรือ เส้นทางอื่นๆ ทั่วโลก สอบถามเราได้ที่ Line official บริษัทฯ @apollotour (อย่าลืมเติม@นะครับ) หรือ โทร 02-108-8851-2
#อย่าลืมแชร์ให้คนที่คุณรักและชักชวนมาเที่ยวกับเรานะครับ
#อพอลโล่ โอเวอร์ซีส์ ทัวร์ดีดีที่มีอยู่จริง