นิวซีแลนด์ เกาะใต้วันฟ้าสวย : The South New Zealand



นิวซีแลนด์ เกาะใต้วันฟ้าสวย : The South New Zealand

ผ่านพ้นไปกับเรื่องราวของเกาะเหนือเราเดินทางกันต่อสู่เกาะใต้เพื่อพบกับความสุดยอดของธรรมชาติที่จะทำให้เราได้พบกับความงดงามในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย.. โดยหลังจากที่เราออกจากเมืองหลวงเวลลิงตันเกาะเหนือแล้วก็ขึ้นเครื่องใช้เวลาราว 1.30 ชั่วโมงเดินทางสู่เมืองควีนส์ทาวน์เมืองปลายทางในฝันของใครหลายคน.. นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเกาะใต้ก็มีทั้งที่เริ่มต้นที่เมืองไครส์ทเชิร์ส และสิ้นสุดที่ควีนส์ทาวน์แล้วบินกลับ .. แต่หลายคนก็สลับกันโดยเริ่มต้นที่ควีนส์ทาวน์แล้วค่อย ๆ ขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่ไครส์ทเชิร์สแล้วค่อยเดินทางกลับ... ซึ่งสำหรับเราก็จะเป็นในรูปแบบหลัง .. และเมืองที่เราจะเดินทางไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยล้าเป็นคืนแรกของการเดินทางสู่เกาะใต้ก็คือ เมืองเทอานาว Te Anau เมืองที่มีไฮไลท์เด่นคือทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของเกาะใต้ และเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากทะเลสาบเตาโป .. ความพีคของเมืองเทอานาวก็คือการใช้เวลามาชื่นชมบริเวณริมทะเลสาบโดยสิ่งที่เราจะได้เห็นก็คือความสวยงามของธรรมชาติที่นี่.. เมืองเทอานาวนั้นเป็นอีกเมืองที่มีบรรยากาศเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย โดยมากบ.ทัวร์มักไม่ค่อยจัดมาพักนอนที่นี่ แต่สำหรับเราแล้วเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางสู่ อุทยานแห่งชาติมิลฟอร์ดซาวนด์แล้วจะสะดวกไม่เสียเวลาเดินทางมาก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นที่พักของเราในคืนแรกที่มาถึงเกาะใต้ แล้วจะรู้ได้เลยว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ทุกท่านแน่นอน




เช้าวันถัดมาหลังจากอิ่มเติมพลังกันแน่น ๆ กับมื้อเช้ากันเรียบร้อยแล้วก็เตรียมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ 
อุทยานแห่งชาติมิลฟอร์ด ซาวด์ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ก่อนที่เราจะไปล่องเรือครุ๊ยส์ชมวิวที่มิลฟอร์ดซาวด์ เราจะแวะเก็บภาพวิวสวย ๆ กันก่อนกับวิวสวย ๆ ของภูเขาที่สะท้อนน้ำลงทะเลสาบเห็นเป็นเงาสวยงามที่ Mirror Lake ที่นี่เราจะใช้เวลากันสักพักไม่นานเท่าไหร่นัก เพราะเป็นเส้นทางเล็ก ๆ เดินบนสะพานไม้เลาะไปตามทาง แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาเพราะยังไงเราให้ทุกท่านได้มีเวลาเก็บภาพสวย ๆ กลับไปกันแน่นอน... 



เราจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับ 
ฟยอร์ด หลายคนอาจเคยได้ยินแต่อาจยังไม่รู้จักดีว่าฟยอร์ดคืออะไร ฟยอร์ด ก็คือส่วนของทะเลที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยหุบเขา และหน้าผาสูงที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง จนเมื่อธารน้ำแข็งหายไปก็จะมีน้ำทะเลเข้ามาแทนที่นี่เองที่เรียกว่าฟยอร์ด.. ความเพลิดเพลินของการล่องเรือที่ Milford Sound นั้นไม่ได้มีแค่ให้เห็นแต่ฟยอร์ด และหน้าผาสูงเท่านั้น.. แต่ยังอัดแน่นด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกขนาดมหึมาที่ไหลจากริมหน้าผาตกสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง ยิ่งจังหวะที่เรือแล่นผ่านเข้าไปใกล้ ๆ ให้ละอองน้ำกระเซ็นใส่นักท่องเที่ยวด้วยแล้วนี่คืออีกหนึ่งความฟินที่เราควรไปเปียกกัน 555 แต่ถ้าใครไม่อยากเปียกก็หลบอยู่ด้านภายในเรือได้.. นอกจากนี้เรายังได้เห็นธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตที่น่ารัก ๆ คอยต้อนรับเราอยู่ตลอดตามโขดหินกับเจ้าแมวน้ำ และบางทีก็ยังได้เห็นนกเพนกวินอีกด้วย.. ถึงแม้ว่า Milford Sound นั้นอาจจะอยู่ไกล และต้องใช้เวลาเดินทางมากหน่อยแต่ถ้าเทียบกับความคุ้มค่าแล้วที่นี่คืออีกหนึ่งขีดความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่เราจะไม่ปล่อยให้ทุกท่านพลาดไปอย่างแน่นอน








หลังจากเสร็จสิ้นการล่องเรือไปแบบประทับใจกันเป็นที่เรียบร้อยจากนั้นเราก็จะเดินทางสู่เมือง ควีนส์ทาวน์ Queenstown กันต่อ... เมืองควีนส์ทาวน์เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนักเดินทางที่มาเกาะใต้แทบจะทุกคนจะต้องแวะเดินทางมาที่นี่กันทั้งนั้น เพราะนอกจากความที่เป็นเมืองยอดนิยมมีกิจกรรมต่าง ๆ หลายอย่างให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศแห่งนิวซีแลนด์แล้ว ก็ยังมีธรรมชาติสวย ๆ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะไปที่ไหนเมืองไหนในนิวซีแลนด์ทั้งเกาะเหนือเกาะใต้เราจะเห็นว่าประเทศนี้มีธรรมชาติเจ๋ง ๆ อยู่ทั่วไปหมด ซึ่งแต่ละที่ก็เปี่ยมไปด้วยความงดงาม ความแปลก ความไม่เหมือนใคร เรียกว่าเป็นประเทศที่ใครมาก็ต้องหลงรัก และอยากเดินทางกลับมาอีกแน่นอน.. กลับมาที่ควีนส์ทาวน์ด้วยความที่เป็นเหมือนเมืองศูนย์กลางของเกาะใต้อีกเมืองจึงทำให้ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ร้านค้าอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ช๊อปปิ้ง ขายของที่ระลึก และอีกหลากหลายความบันเทิงที่ควีนส์ทาวน์จะทำให้นักเดินทางไม่ผิดหวัง







พักผ่อนนอนหลับฝันดีกันไปอีกคืนที่ควีนส์ทาวน์ เช้านี้เราเริ่มต้นกันด้วยการล่องเรือ(อีกแล้ว)winkcheeky แต่บรรยากาศรับรองว่าเปลี่ยนไปจากเมื่อวานที่มิลฟอร์ดซาวด์แน่นอน เพราะวันนี้เราจะพาทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศในแบบย้อนยุครีเทิร์นทูเรโทรกันกับ เรือกลไฟ TSS Earnslaw Cruiseเรือกลไฟโบราณที่ยังใช้งานได้อยู่จริง เรือกลไฟนี้เป็นเรือประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้เพราะได้รับใช้ประชากรที่เมืองควีนส์ทาวน์รวมไปถึงนักเดินทางทั้งหลายที่มาเยี่ยมเยียนเมืองนี้เป็นเวลามากกว่า 100 ปีมาแล้ว.. ส่วนบรรยากาศการล่องเรือนั้นบอกเลยว่าเป็นความฟินในอีกรูปแบบหนึ่งก็ว่าได้เพราะตลอดสองฟากฝั่งเราจะได้เห็นวิวภูเขาสวย ๆ เหนือทะเลสาบวากาติปู โดยใครที่อยากขึ้นมาสัมผัสรับลมเย็น ๆ ด้านภายนอกเรือด้านบนก็สามารถเดินขึ้นมาถ่ายรูปเล่นนั่งเล่นได้ หรือใครอยากหาเครื่องดื่มเย็น ๆ จิบนั่งอยู่ด้านในแล้วชมวิวไปเพลิน ๆ ก็ได้เช่นกัน





Walter Peak High Country Farm คือสถานที่ต่อเนื่องที่เรือกลไฟ TSS Earnslaw แวะจอดเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปเดินเล่นเที่ยวชมฟาร์มแห่งนี้เป็นเสมือนแพคเกจต่อเนื่องกับสถานที่ที่ช่วยให้เราย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กแบบเบา ๆ อีกครั้ง ที่บอกว่าเป็นเด็กแบบเบา ๆ เพราะที่นี่เป็นฟาร์มที่มีเหล่าสัตว์อยู่หลายชนิดให้เราได้ไปถ่ายรูปเล่นด้วยไม่ว่าจะเป็นเจ้าแกะ วัว สุนัขต้อนแกะ อัลปาก้า กวาง รวมถึงการชมสาธิตการตัดขนแกะ และโชว์สุนัขต้อนแกะให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันเพลิน ๆ เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ถูกใจเด็ก ๆ และก็สบาย ๆ สำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ แน่นอนครับ.. ซึ่งภายในฟาร์มนี้นอกจากในส่วนที่กล่าวไปก็ยังมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกให้เราได้เดินเล่นหามุมสวย ๆ ถ่ายภาพทั้งในส่วนของสวนดอกไม้ หรือจะเป็นริมชายหาดก็สามารถมาเดินเล่นเก็บภาพได้... laugh




Bob’s Peak หลังจากล่องเรือกลไฟ ชมฟาร์มแกะไปเป็นที่เรียบร้อยเราก็กลับมายังฝั่งอีกครั้ง โดยโปรแกรมต่อไปเราจะพาทุกท่านไปชมวิวสวย ๆ แบบสูง ๆ กันที่ ยอดเขาบ๊อบส์พีค เพื่อสดับรับชมกับวิวสวย ๆ ของเมืองควีนส์ทาวน์ โดยวิวที่เราจะได้เห็นนั้นก็คือภาพของทะเลสาบวาคาทิปู และอาคารบ้านเรือนด้านล่างที่ล้อมรอบด้วยยอดเขา ชมทัศนียภาพจากยอดเขาบ๊อบส์พีค และเทือกเขา The Remarkables ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากบางส่วนจากภาพยนตร์เรื่อง The Lord of The Rings ด้วย.. และนอกเหนือไปจากการขึ้นมาชมวิวสวย ๆ แล้วอีกกิจกรรมต่อเนื่องที่เราพร้อมจะให้ทุกท่านได้รับประสบการณ์ความสนุกอีกรูปแบบก็คือ การเล่นลูจ Luge โดยจะเป็นเหมือนรถคันเล็ก ๆ ให้เรานั่งลงไปเรี่ยเกือบจะติดพื้น ซึ่งวิธีการบังคับก็ง่ายแสนง่าย เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยสอนก่อนเล่นจริง ไม่ต้องห่วงว่าจะอันตรายเพราะว่าที่นี่นั้นเซฟแบบสุด ๆ .. 




จากเมือง Queenstown เราแวะมาเที่ยวกันที่เมืองข้าง ๆ เมืองเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ซึ่งอยู่ห่างเพียงประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นที่ตั้งของเมือง Arrowtown เมืองที่ในสมัยอดีตเคยเป็นเหมืองทองมาก่อน แต่พอเวลาผ่านพ้นมาเรื่อย ๆ การทำเหมืองก็ค่อย ๆ เลิกราไป จนในปัจจุบันได้กลายมาเป็นเมืองข้างเคียงของควีนส์ทาวน์ที่ดึงดูดนักเดินทางที่ต้องการความเงียบสงบ และกลิ่นไอของเมืองที่ดูเป็นวันวานโบราณกว่าเมืองอื่นสักหน่อย .. ซึ่งถึงแม้ว่าเมืองนี้จะไม่ได้มีอะไรที่ยิ่งใหญ่มากแต่มุมถ่ายรูปสวย ๆ แค่บอกว่านิวซีแลนด์เชื่อได้เลยว่าทุกเมืองมีมุมสวย ๆ ให้เราได้ถ่ายรูปเล่นกันแน่นอน.. และเมื่อได้ภาพสวย ๆ แล้วเราก็จะกลับไปพักกันที่ควีนส์ทาวน์กันอีกคืน



เช้าวันต่อมาถึงเวลาที่เราจะต้องออกจากเมืองควีนส์ทาวน์กันเสียทีหลังจากที่ได้สัมผัสบรรยากาศ และเก็บความสุขกันอย่างเต็มที่พร้อมมุ่งหน้าปลายทางต่อเขต อุทยานแห่งชาติเม้าท์คุ๊ก แต่ก่อนที่จะถึงปลายทางเราจำเป็นต้องแวะเมืองเมืองหนึ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เมื่อมาเกาะใต้นั่นคือ เมืองวานาก้า Wanaka เพื่อเที่ยวชมฟาร์มดอกลาเวนเดอร์ และดอกไม้อื่น ๆ อีกนานาพรรณที่พร้อมจะให้เรากดชัตเตอร์ถ่ายรูปกันแบบไม่ยั้ง (ภาพประกอบเป็นเพียงบรรยากาศรวม ๆ ของเมืองวานาก้านะครับ) 





ผ่านพ้นเมืองวานาก้าไปเป็นที่เรียบร้อยจากนั้นช่วงกลางวันเราก็ออกเดินทางกันต่อสู่ไฮไลท์แห่งเกาะใต้อีกหนึ่งอย่าง อุทยานแห่งชาติเม้าท์คุ๊ก (Mt.Cook) ซึ่งระหว่างทางประมาณ 180 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เราก็จะยังคงได้เห็นวิวสวย ๆ ตลอดข้างทางที่รถแล่นผ่าน.. ใครใคร่หลับหลับ แต่ถ้าใครไม่หลับก็จะได้ชมวิวสวย ๆ กันไปตลอดทาง จากนั้นรถก็ค่อย ๆ ขับเข้าสู่เขตอุทยานแห่งชาติเม้าท์คุ๊ก (Mt.Cook) ที่มียอดเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ 3,704 เมตร โดยเมื่อรถแล่นผ่านไปแต่ละจุดเราก็จะได้เห็นฉากหน้าที่แตกต่างกันไปโดยมีฉากหลังเป็นยอดเขาเม้าท์คุ๊กนั่นเอง.. 




สู่อีกสถานที่ที่เป็นจุดชมวิวร้อยล้านเลยก็ว่าได้เพราะความงามของทัศนียภาพนั้นบอกได้คำเดียวว่าตราตรึงกันแน่นอนกับจุดชมวิว Peter Lookout Viewpoint ที่มีเบื้องหน้าคือ “ทะเลสาบปูกากิ Lake Pukaki และมีฉากหลังที่ยิ่งใหญ่อย่างเม้าท์คุ๊กอยู่เป็นฉากหลัง และแน่นอนเราจะจอดพักรถและถ่ายรูปเก็บภาพกันให้หนำใจกันเลยกับมุมสวย ๆ ขนาดนี้ งานนี้กล้องพร้อมคนพร้อมต้องเตรียมแชะกันไม่ยั้ง.. 




กิจกรรมถัดมาเราจะไปล่องเรือชมธารน้ำแข็งกันกับกิจกรรม Glacier Explorer Cruise โดยเป็นเรือล่องชมวิวทิวทัศน์ภาพของภูเขาหิมะที่ล้อมรอบตัวเรา เรียกว่าตระการตา และตราตรึงทุกสายตาที่เห็นแน่นอน.. และในเมื่อเราเดินทางมาถึงเม้าท์คุ๊กทั้งทีครั้นจะไม่นอนค้างเสพบรรยากาศแห่งความฟินที่นี่สักหน่อยก็ดูจะไม่สมกับ Apollo Overseas Tour ดังนั้นเราจึงเลือกที่เม้าท์คุ๊กเป็นที่พักนอนของเราในคืนนี้ ตื่นเช้ามาจะได้เห็นเม้าท์คุ๊กกันตั้งแต่ห้องนอนเลย



หลังจากที่รับพลังแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่อย่างเทือกเขาเม้าท์คุ๊กไปแบบเต็มอิ่มแล้ววันถัดมาเราก็ออกเดินทางกันต่ออีกครั้งมุ่งตรงดิ่งไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งเกาะใต้อีกหนึ่งแห่ง ซึ่งใครที่มาเกาะใต้แล้วไม่แวะที่นี่ก็เปรียบเหมือนไม่ได้มา และสถานที่ที่ว่าก็คือ ทะเลสาบเทคาโป Lake Tekapo เราออกจากบริเวณเขตเม้าท์คุ๊กมาประมาณ 60 นาที ก็จะถึงพื้นที่ของทะเลสาบเทคาโป ทะเลสาบที่มีผืนน้ำสีฟ้าใสกิ๊งสวยงามยิ่งจังหวะต้องด้วยแสงอาทิตย์แล้วระยิบระยับเปรียบเหมือนใครเอาเพชรนับแสนนับล้านโยนลงทะเลสาบผืนนี้ไว้ ทั้งหมดทั้งมวลนี่ก็ไม่ใช่ผลงานของมนุษย์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการสรรสร้างของธรรมชาติทั้งนั้นที่มอบความสวยงามให้แก่โลกใบนี้ ณ ตรงนี้ที่เราจะเฝ้ายืนมองไปพร้อม ๆ กัน ..และที่พิเศษไปกว่านั้นช่วงที่เราจัดโปรแกรมหากเป็นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก็มีโอกาสจะได้เจอกับ ดอกลูพิน(Lupins) ดอกไม้ที่มีรูปทรงเป็นแนวตั้งผลิบานอยู่พอดิบพอดี.. ย้ำอีกครั้งไว้ว่าขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปีด้วยนะครับ แต่ถึงแม้ใครจะไม่ได้เห็นดอกลูพินก็อย่าได้เสียใจไป เพราะไฮไลท์ของดอกลูพินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ความงดงามของที่นี่อยู่ที่ธรรมชาติรอบ ๆ ทะเลสาบไม่ว่าจะเป็นแนวเทือกเขา ต้นไม้ริมทะเลสาบ แนวโขดหิน รวมไปถึงโบสถ์ที่ตั้งเด่นเป็นตระหง่าน The Church of The Good Shepherd โบสถ์สวย ๆ ที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เราต้องเก็บภาพกลับไป... 




เราจะอยู่ที่ทะเลสาบเทคาโปเพื่อรับประทานอาหารกลางวันที่นี่จนเรียบร้อย จากนั้นจึงออกเดินทางสู่เมือง Christchurch ตามลำดับต่อไปกับระยะทางอีกราว 230 กม. ใช้เวลาเฉลี่ย ๆ รวมแวะพักด้วยก็ประมาณ 3 ชม. นั่งกันยาว ๆ ชมวิวข้างทางกันเพลิน ๆ ครับ.. เมืองไครสต์เชิรช์เป็นเมืองที่ว่ากันว่ามีความเป็นสไตล์อังกฤษมากที่สุดในนิวซีแลนด์หากเทียบกับเมืองอื่น ๆ แล้ว ที่นี่เป็นอีกเมืองที่มีชื่อเสียงอยู่ในอันดับต้น ๆ หากเราเอ่ยชื่อนิวซีแลนด์ขึ้นมา .. เราเองก็จะแวะเดินเล่นเที่ยวไปตามจุดที่น่าสนใจต่าง ๆ ของเมืองดูความสวยงามของโบสถ์ วิถีชีวิตผู้คนที่นี่ รวมไปถึงบรรยากาศเมืองที่จะชวนให้เรามีความสุข และได้เห็นอะไรใหม่ ๆ รวมทั้งได้ภาพสวย ๆ กลับไป และเราก็จะนอนที่เมืองนี้ถึง 2 คืนด้วยกันเพื่อความสะดวก และไม่เหนื่อยเพราะเดินทางติดต่อกันมาหลายวันแล้ว..




เช้าวันต่อมาเราจะออกไปเที่ยวเมืองใกล้ ๆ กันโดยไปปิดท้ายกันที่ เมืองไคคูร่า Kaikoura” เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ริมฝั่งทะเลทางตะวันออก ซึ่งเมืองนี้ฟิวล์และบรรยากาศภาพรวม ๆ ก็จะเป็นในลักษณะประมาณเมืองแห่งการประมงมีทั้งอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งที่เป็นอาชีพหลักของคนในเมืองนี้ แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองนี้ที่สุดก็คือ การล่องเรือชมปลาวาฬ ที่ Apollo Overseas Tour เราไม่พลาดจะใส่โปรแกรมนี้ลงไปปิดท้ายกันแบบว้าวว้าวเลย ซึ่งหากช่วงที่มาสภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเราก็จะได้พบกับปลาวาฬแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยทางบริษัททัวร์ที่จัดชมปลาวาฬจะมีเกณฑ์กำหนดไว้ .. โดยการล่องเรือก็จะเป็นเรือยอร์ชลำใหญ่ที่จะพาเราล่องออกไปสู่เวิ้งน้ำผืนทะเลเพื่อชมปลาวาฬ และฝูงปลาโลมาที่จะมาว่ายตีคู่ขนาบข้างยามเจอเรือท่องเที่ยวเหมือนในภาพ นอกจากนี้ก็ยังมีโอกาสเจอกับบรรดาสัตว์ต่าง ๆ อีกหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น โลมาสีเทา แมวน้ำ นกทะเลพันธุ์ต่าง ๆ ปลาวาฬอีกบางสายพันธุ์ ..เรียกว่าเป็นอีกประสบการณ์การเดินทาง และการได้สัมผัสกลิ่นไอแห่งการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มความสุข และรอยยิ้มให้เราส่งท้ายก่อนจะเดินทางกลับไปยังเมืองไครส์เชิรช์เพื่อพักผ่อน และเก็บกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับในเช้าวันรุ่งขึ้น
ความสุขในการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางที่ไหนสักแห่งล้วนนำมาซึ่งมิตรภาพรอยยิ้ม และความพึงพอใจ ซึ่งเราเอง 
Apollo Overseas Tour มั่นใจว่าการเดินทางสู่ดินแดนที่อยู่ห่างไกลสุดขอบโลกอย่างนิวซีแลนด์ทั้งเกาะเหนือ และเกาะใต้ที่เราจัดขึ้นมานี้จะเป็นอีกเรื่องราวดี ๆ ประสบการณ์ภาพจำที่สวยงามให้กับทุกท่านกลับไป โดยหวังเพียงแค่เมื่อใดก็ตามที่หากนึกถึงนิวซีแลนด์ขึ้นมาก็จะเป็นภาพการเดินทางที่เราได้เคยร่วมเดินทางไปด้วยกัน.. นิวซีแลนด์เกาะเหนือวันฟ้าใส และเกาะใต้วันฟ้าสวย ...