นิวซีแลนด์ เกาะเหนือวันฟ้าใส : The North New Zealand



นิวซีแลนด์ เกาะเหนือวันฟ้าใส : The North New Zealand

... ♦นิวซีแลนด์♦ ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว หากแปลกันตามภาษาของประเทศนี้.. ประเทศที่อยู่ไกลสุดเกือบปลายขอบโลก ประเทศที่อยู่ห่างไกลประเทศอื่น ๆ มากที่สุด จะมีเพียงใกล้สุดก็แค่ออสเตรเลียประเทศเดียวเท่านั้น.. สำหรับใครที่เคยไปนิวซีแลนด์มาแล้วคงไม่ต้องบรรยาย และมีคำอธิบายใด ๆ ให้มากความกันอีก แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปสัมผัสความเป็นที่สุดของประเทศนี้ทาง  Apollo Overseas Tour เราก็มีโปรแกรมเดินทางดี ๆ ทั้งเกาะเหนือเกาะใต้นำเสนอสำหรับใครที่สนใจสามารถคลิ๊กที่ลิ๊งค์นี้ดูกันก่อนได้เลย https://bit.ly/2MykPUb ซึ่งในอัลบั้มนี้ ♦นิวซีแลนด์ เกาะเหนือวันฟ้าใส : The North New Zealand♦ เราก็จะพาไปเน้น ๆ กันที่เกาะเหนือกันก่อนว่ามีอะไรน่าสนใจให้เห็นภาพชัด ๆ กันบ้าง.. จะมีที่ไหนบ้างขอกล่าวไว้คร่าว ๆ เพราะถึงตอนเดินทางจริงเราอาจมีอะไรให้เห็นมากกว่าที่บอกไว้ก็เป็นได้
 ...โดยอัลบั้มนี้เราจะเรียงตามสถานที่เหล่านี้ไปเรื่อย ๆ 
► Eden Mountain - Sky Tower - Auckland - Hobbiton Village - Waiotapu - Rotorua - Tepuia - Waitomo Glowworm Cave - Huka Falls - Taupo - Wairakei - Wellington 
...เมื่อมาเหยียบถึงเมือง Auckland สิ่งที่ต้องทำหนึ่งสิ่งเมื่อมาถึงก็คือการขึ้นมายังจุดชมวิวสวย ๆ ที่ Eden Mountain กับความสูง 196 เมตร เป็นจุดชมวิวที่เราจะได้เห็นบรรยากาศของเมือง Auckland ในมุมสูง ๆ ที่ให้เราเห็นถึงความสวยงามในช่วงเวลาต่าง ๆ แล้วแต่ว่าเราจะมาในช่วงไหน .. หากมาในระหว่างวันท้องฟ้าสวยงามเห็นอะไรก็ชัดเจน หรือจะเป็นยามโพล้เพล้ค่ำคืนที่เราจะเห็นเมือง Auckland ตระการตาไปด้วยเหล่าแสงไฟจากตัวเมืองด้านล่างเมื่อมองจากจุดชมวิวนี้ ยิ่งวันไหนสภาพอากาศดี ๆ ท้องฟ้าเป็นใจ การได้ยืนชมวิวสวย ๆ ลมพัดเย็น ๆ อากาศเย็น ๆ เรียกว่าเป็น First Impression ทันทีที่เราเดินทางมาถึงโอ๊คแลนด์...
...Auckland เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับหนึ่งของนิวซีแลนด์ เมืองนี้เป็นเมืองสำคัญในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเรียน การศึกษา และด้านต่าง ๆ วันแรกที่เราเดินทางมาถึงก็จะพาทุกท่านไปตามจุดต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เรียกว่าให้ซึมซับและเห็นบรรยากาศของ Auckland แบบเน้น ๆ พร้อมทั้่งเดินเล่นหามุมสวย ๆ ของเมืองถ่ายรูปเล่นกัน ...



...อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมือง Auckland ก็คือ Sky Tower เมื่อมาถึงโอ๊คแลนด์เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็น Sky Tower ที่มีความสูงถึง 328 เมตร โดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองนอกจากนี้ยังเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในซีกโลกใต้ (สาเหตุที่ประเทศนิวซีแลนด์ไม่นิยมสร้างตึกสูง ๆ) เพราะมักเกิดแผ่นดินไหวบ่อย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็จะไม่นิยมสร้างสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สูง ๆ มากนัก .. ความสนุกอีกอย่างเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือการหามุมถ่ายภาพ Sky Tower ในมุมที่แตกต่างกันไป...



...และแน่นอนว่ามาถึง Sky Tower ทั้งทีจะไม่ขึ้นไปชมวิวด้านบนก็ไม่ใช่เรื่อง.. ซึ่งด้านบนนั้นเองที่เราสามารถมองเห็นวิวทัศนียภาพแบบรอบ ๆ เมืองได้อย่างง่ายดาย .. วันไหนฟ้าดีฟ้าเปิดอากาศเคลียร์สามารถมองเห็นวิวได้ไกลไปเป็น 70-80 กิโลเมตร.. กิจกรรมอีกอย่างที่สกายทาวเวอร์มีให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมระทึกลุ้นความเสียวซ่านนั่นก็คือการโรยตัวลงมาจากด้านบน อันนี้เรียกว่าแบบซอฟท์ ๆ ในตัวเมืองเพราะยังไม่ใช่บันจี้จัมพ์ ใครอยากออเดิรฟ์ซ้อมไว้ก่อนก็ได้เลย




...จากโปรแกรมของเราวันแรกก็คือนอนที่ตัวเมืองโอ๊คแลนด์นี่เลย ข้อดีก็คือไม่เหนื่อยมากสำหรับการเดินทางอันยาวนานที่เราเพิ่งมาถึง และอีกข้อก็คือเราได้มีเวลาสัมผัสบรรยากาศของตัวเมืองแบบเต็มที่ ถนนหนทางตรอกซอกซอยต่าง ๆ เราสามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องยั้ง เห็นตัวเมืองเปิดหูเปิดตาดูความสะอาดสะอ้านของเมืองแล้วก็ชื่นหัวใจ เพราะแลดูน่าถ่ายรูปไปหมดงานนี้ใครมีกล้องตัวไหนต้องเอามา มีเลนส์ตัวไหนก็ติดมารับรองได้ถ่ายรูปกันเพลินลืมเวลา.. เดินให้เมื่อยขาให้เต็มที่เลยเพราะเรานอนที่นี่กันแค่คืนเดียว และวันรุ่งขึ้นก็จะออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศที่จะค่อย ๆ ห่างความเป็นตัวเมืองออกไปทีละนิด ๆ 









...วันถัดมาตื่นเช้ามาด้วยความกระปรี้กระเปร่าเช็คเอาท์เตรียมเดินทางออกสู่เมืองมาตามาตา (Matamata) โดยจะเดินทางไปสู่ดินแดนที่ใครหลายคนใฝ่ฝันว่าอยากเนรมิตตัวเองให้ได้ไปเดินเล่นในหมู่บ้าน Hobbiton ในนิทานนวนิยายเรื่องดัง Lord of the Rings ที่คราวนี้เราจะได้เห็นกับตาตัวเองไม่ใช่จากจอหนังอีกต่อไป.. แต่ความพีค ณ ดินแดนฮอบบิทยังไม่ถึงเวลา เรามาเริ่มความพีคลำดับแรกกันก่อนเมื่อรถค่อย ๆ แล่นออกห่างตัวเมืองโอ๊คแลนด์มาทีละน้อย ๆ ความเป็นเมืองค่อย ๆ หายไป จนมารู้สึกตัวอีกทีก็คือเราจะพบกับวิวสองข้างทางที่อัดแน่น ๆ ด้วยธรรมชาติสีเขียว ๆ บรรยากาศแห่งท้องทุ่งนา มีวัว แกะ ม้า กระท่อมหลังน้อย ๆ บ้านชั้นเดียวเตี้ย ๆ เล็ก ๆ ที่ดูอบอุ่น พร้อมด้วยต้นไม้ที่รูปทรงแปลกตากว่าที่เราเคยเห็น.. อันนี้บอกเลยว่า ห้ามหลับเด็ดขาด เพราะเราจะเพลิดเพลินไปกับวิวที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ งานนี้รัวชัตเตอร์กันผ่านกระจกรถได้แบบไม่ต้องกลัวเปลืองเมมกันเลย
...ระยะทางประมาณ 90 กม. จากโอ๊คแลนด์ถึงหมู่บ้านฮอบบิทใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง.. เชิญทุกท่านเพลิดเพลินกับวิวสวย ๆ สองข้างทางที่พร้อมจะอยู่ในเฟรมภาพของกล้อง และมือถือให้เอาไปอวดไปโชว์ยั่วคนที่ไม่ได้มาได้เลย







...Welcome to Hobbiton Village... ♪ หมู่บ้านในนิทาน.. สุขสันต์ตลอดมา.. ♫ ..
...และแล้วเมื่อรถจอดก็หมายถึงว่าเราเดินทางถึงหมู่บ้านฮอบบิทกันเป็นที่เรียบร้อย.. Hobbiton Movie Set ตั้งอยู่ที่เมือง Matamata เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ของนิวซีแลนด์เกาะเหนือเลยก็ว่าได้ ด้วยพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ แรกเริ่มเดิมทีเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน ปี 1998 ที่ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Peter Jackson ต้องการหาโลเคชั่นสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ Lord of the Rings โดยจะหาพื้นที่เพื่อเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน Shrine บ้านเกิดของตัวเอกโฟรโด จึงใช้เฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ จนในที่สุดมาสะดุดและถูกใจเข้ากับพื้นที่บริเวณนี้ซึ่งเป็นของชาวบ้านธรรมดา ๆ ครอบครัว Alexander Farm Family จึงได้ตกลงขอเช่าพื้นที่ในการสร้างหนัง และตกลงไว้ว่าเมื่อสร้างเสร็จหนังจบก็จะรื้อคืนให้อย่างเดิม.. แต่เมื่อหนังสร้างจบลงเรียบร้อยแล้วทางครอบครัวอเล็กซานเดอร์ได้บอกกลับไปว่าไม่ต้องรื้อแล้ว อยากได้เก็บไว้ .. ซึ่งทาง Peter Jackson ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้มาเดินเที่ยว ณ หมู่บ้านฮอบบิทแห่งนี้กัน !! อ้อๆๆ !! หนังเรื่อง Lord of the Rings นั้นใช้โลเคชั่นที่นิวซีแลนด์ เกาะใต้ทั้งเรื่อง .. โดยมีที่เดียวที่ใช้เกาะเหนือ นิวซีแลนด์ในการถ่ายทำก็คือที่หมู่บ้านฮอบบิทนี่แหละ เป็นไงล่ะ.. พีคเข้าไปอีก...



...การเข้าชมหมู่บ้านฮอบบิทนี้เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้าง และมีความสวยงามเรียบร้อยเป็นระเบียบ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัดเพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ตามเส้นทางเดิน โดยเจ้าหน้าที่ของที่นี่จะพาคณะนักท่องเที่ยวเดินชมกันเป็นกลุ่ม ๆ เราก็ต้องอาศัยจังหวะเหล่านี้เก็บภาพไปเรื่อย ๆ เดินตามไปเป็นแถว ๆ .. ห้ามจับ ห้ามแตะ ห้ามปีน ห้ามป่าย .. บางคนเห็นบ้านสวย ๆ อยากเดินเข้าไปในบ้าน บอกเลยว่าไม่ได้ เพราะบ้านทุกหลังห้ามใครเข้า.. และด้านในก็ไม่ได้มีอะไรด้วยสร้างไว้แค่เป็นประตูหลอก ๆ เอา ส่วนในภาพยนตร์ที่เราเห็นนั้นก็คือคอมพิวเตอร์กราฟฟิคล้วน ๆ ที่เปิดเข้าไปแล้วเห็นห้องหับใหญ่โต.. 
...สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ระหว่างเดินเที่ยวชมที่หมู่บ้านนี้คือความละเอียดของคนสร้าง และทีมงานที่ใส่ใจทุกพิกเซลในการออกแบบตกแต่ง สมกับที่เป็นภาพยนตร์ระดับตำนานครองใจใครหลาย ๆ คน..



...จากเมืองมาตามาตาเราเดินทางมุ่งหน้ากันต่อทันทีโดยจุดหมายปลายทางลำดับต่อไปก็คือเมือง ไวโอทาปุ(Wai-O-Tapu) ด้วยระยะทางไม่ไกลนักประมาณ 70 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณราว 1 ชม. เราก็จะได้พบกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองไวโอทาปุ ที่นี่เป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ(ใต้ดิน)นั่นแหละครับ โดยทั้งหมดทั้งมวลก็เกิดขึ้นจากธรรมชาติล้วน ๆ ที่ได้ก่อให้เกิดผลตามมาคือ บ่อน้ำพุร้อน บ่อน้ำร้อน หรือน้ำพุโคลนที่มีสีสันแปลกตา .. ซึ่งที่นิวซีแลนด์นั้นเราอาจเจอน้ำพุร้อนได้อยู่หลายที่ แต่ที่ไวโอทาปุนี้เป็นแหล่งน้ำพุร้อนติดอันดับต้น ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์เลย โดยพระเอกของบ่อน้ำพุร้อนที่นี่ที่ทุกคนต่างยกให้ก็คือ แชมเปญพูล บ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่ภายในนั้นเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมตัวกันจนเกิดเป็นฟองอากาศลักษณะคล้ายกับฟองของแชมเปญ(ที่มาของชื่อบ่อ) ดังนั้นเมื่อเดินทางผ่านมาถึงเมืองนี้แล้วเราก็จะแวะเก็บภาพ และชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกันที่เมืองไวโอทาปุจนเต็มที่ จากนั้นจึงพร้อมเดินทางออกสู่ที่หมายลำดับต่อไป


...ไม่ช้าไม่นานแค่ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลา 30-40 นาที เราก็ถึงที่เมืองโรโตรัว ซึ่งคืนนี้เราจะนอนที่นี่.. ความสวยงาม และเสน่ห์ของเมืองนี้ก็มีด้วยกันมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบโรโตรัวที่สวยงาม อีกวิธีที่เราจะเห็นวิวเมืองโรโตรัวได้อย่างชัดเจนในแบบสูง ๆ ก็คือการขึ้นมาที่ Rotorua Skyline มีกิจกรรมเล่นลูจอยู่ด้านบนเนินเขา และยังเป็นจุดชมวิวที่จะทำให้เราได้ภาพสวย ๆ กลับไปด้วย





...อีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องบอกว่านี่คือเสน่ห์แห่งเมืองนี้ และเป็นเสน่ห์ของประเทศนิวซีแลนด์ และชนเผ่าเมารีชนเผ่าดั้งเดิมที่จะให้เราได้เห็นถึงวัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณีที่จัดแสดงให้เราได้เห็นถึงความเป็นมา และเรื่องราวของชาวเมารี ซึ่งแน่นอนว่าเราจะพาทุกท่านให้ได้สัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ ๆ ด้วยการเดินทางไปยัง ศูนย์วัฒนธรรมชาวเมารี เท ปูย่า ที่เป็นศูนย์จัดแสดงงานฝีมือ เช่น การแกะสลักไม้ การถัก การทอเครื่่องนุ่งห่ม รวมถึงรับชมการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเมารี



...และอีกไฮไลท์หนึ่งของการเดินทางมายังเมืองนี้ก็คือการมาเดินชมน้ำพุร้อนที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประจำเมือง กับพื้นที่อันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำพุร้อน และกลิ่นไอกำมะถันที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ .. ที่นี่เราจะได้เก็บภาพความสวยงามแปลกตาของน้ำพุร้อนที่มีสีสันคล้าย ๆ กับเมืองไวโอทาปุที่ผ่านมา.. ก่อนจะเดินทางต่อสู่เมืองต่อไป



... เมืองไวโตโม(Waitomo) เมื่อมาถึงเมืองนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่แวะสถานที่นี้เพราะนี่คือที่สุดอีกความแปลกของธรรมชาติ โดยที่ผ่านมาเราได้เห็นทัศนียภาพที่แปลกตาไปกันบ้างแล้ว แต่ที่นี่เรามาดูความแปลกของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในถ้ำมืด ๆ กับบรรดาเจ้าหนอนเรืองแสงที่ ถ้ำไวโตโมโกลว์วอร์ม(Waitomo Glowworm Caves) โดยปกติส่วนใหญ่แล้วใครที่เคยเที่ยวถ้ำไม่ว่าจะบ้านเราเมืองไทย หรือต่างประเทศ หลายต่อหลายที่ก็อาจมีการติดไฟสีฉูดฉาด แดง น้ำเงิน เหลือง เขียว แล้วแต่กันไป แต่สำหรับที่นี่ความมหัศจรรย์ไม่ได้อยู่ที่แสงสีเหล่านั้นแต่อยู่ที่เหล่าเจ้าหนอนเรืองแสงที่ทำให้ถ้ำนี้มีแสงระยิบระยับวับวาวสวยงามเหมือนเราเห็นดวงดาวยังไงยังงั้น .. ซึ่งบรรดาเจ้าหนอนเรืองแสงนี้แหละครับที่เกาะอยู่ตามผนังถ้ำเพดานถ้ำ หินงอกหินย้อยคือตัวการที่จะทำให้เราเห็นความงดงามด้านในของถ้ำ .. โดยการเข้าชมนั้นเราจะต้องล่องเรือเข้าไป ซึ่งแน่นอนว่าภายในถ้ำนี้มืดมากจริง ๆ แต่เราจะเห็นได้ก็เพียงแสงของเจ้าหนอนนับแสนนับล้านที่พร้อมใจมอบให้ถ้ำนี้เป็นอีกประสบการณ์การท่องเที่ยวธรรมชาติที่เราอาจหาไม่ได้จากที่ไหนแล้ว..


...เมืองถัดมาที่เราจะไปพบกับความสวยงามกันอย่างต่อเนื่องก็คือ เมืองเทาโป(Taupo) เมืองที่ยังคงมีธรรมชาติสวย ๆ และมีกิจกรรมหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกันชนิดที่จะต้องจำไปอีกแสนนาน (น่าอิจฉาคนนิวซีแลนด์จริง ๆ ประเทศมีความหลากหลายมา ธรรมชาติก็ดี สะอาด อากาศก็เคลียร์)เอาเป็นว่าในเมื่อเราได้เดินทางมาแล้วก็ต้องจัดไปกับความสวยงามแบบพีค ๆ โดยไฮไลท์แรกเราจะพาทุกท่านไปยัง น้ำตกฮูก้า(Huka Falls) น้ำตกที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำไวกาโตที่ไหลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ความมหัศจรรย์สวยงามที่ต้องบอกว่ายิ่งมองยิ่งสวยก็คือ สีของน้ำตกนั้นเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์ที่ไหลผ่านแนวผาหินสวยงามยิ่งใหญ่ ยิ่งหากใครได้เดินทางมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วยแล้วสีสันก็จะยิ่งตระการตามากขึ้นไปอีกเท่าตัว.. ที่น้ำตกฮูก้าแห่งนี้นอกจากเราจะได้ชมความงามของน้ำตกแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่เรียกว่าระทึกแบบไม่มีที่ไหนเหมือนก็คือการนั่งเรือเร็วเจ๊ทโบ๊ต (Jet Boat Adventure) ลัดเลาะไปตามร่องหินผาหินที่พร้อมทำใหัหัวใจเราทำงานแบบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยทีเดียว



...มาถึงกิจกรรมสุดท้าทายหัวใจ และความแกร่งของจิตใจกันที่ เทาโป บันจี้ ใครเคยเล่นบันจี้จั๊มพ์เราคงไม่ต้องอธิบาย แต่ใครไม่เคยเราอยากให้ลอง เพราะแค่เพียงครั้งเดียวก็อาจจะทำให้เรารู้สึกเป็นเกียรติประวัติแห่งชีวิตเราก็ได้ที่สักครั้งได้ทำกิจกรรมผาดโผนที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกล้าทำกัน.. มาถึงที่นี่แล้วอย่ามัวรีรอเข้าคิวแล้วรอกระโดดบันจี้จั๊มพ์กันเลย



...ส่วนใครที่ไม่ไหวจริง ๆ กับกิจกรรมบันจี้จั๊มพ์ ที่นี่ก็ยังมีมุมชมวิวสวย ๆ ที่เราจะเห็นบรรยากาศแบบเรียบง่ายดูสงบไม่วุ่นวายของเมืองเทาโปให้เราได้มองแก้ขัด หามุมสวย ๆ ถ่ายรุปไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นถึงความสวยงามของนิวซีแลนด์กับเมืองเล็ก ๆ ที่พร้อมจะสร้างความประทับใจให้กับเราได้ไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่น ๆ เลย



...ผ่านไปกับเมืองเทาโปต่อกันด้วยอีกเมืองเล็ก ๆ ที่เราจะพักค้างคืนกันที่นี่ก็คือ เมืองไวรากิ(Wairake) เมืองที่มีบ่อน้ำแร่ธรรมชาติของชาวเมารีอยู่มากมายหลายจุด ซึ่งไม่ได้มีมากแค่ปริมาณแต่แร่ธาตุต่าง ๆ ที่ดีต่อสุขภาพนั้นก็อุดมสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปพาทุกท่านไปสัมผัสกลิ่นไอน้ำแร่ธรรมชาติกันอีกครั้งก็คือในส่วนของ Wairake Terraces Walkway เส้นทางเดินชมบ่อน้ำแร่ที่ทางสถานที่ได้ทำเป็นทางเดินให้เราได้ชมวิวสวย ๆ ถ่ายรูปสวย ๆ กับภาพของบ่อน้ำแร่ที่ลดหลั่นตามระดับชั้นสลับไปมา เรียกว่าปิดท้ายก่อนจะเข้าที่พักกันแบบชื่นใจ ๆ พร้อมนอนสูดอากาศบริสุทธิ์ดี ๆ ที่เมืองไวรากิให้เต็มปอดเพื่อเตรียมเดินทางสู่ที่หมายปลายทางต่อไปในวันรุ่งขึ้น


...ส่งท้ายเกาะเหนือที่ เมืองเวลลิงตัน(Wellington) เส้นทางจากเมืองเทาโปสู่เมืองเวลลิงตันอาจไกลไปสักนิด 280 กิโลเมตร ทำให้ระยะเวลาในการเดินทางอาจนานขึ้นสักหน่อยประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่ด้วยความเป็นนิวซีแลนด์แล้วเรื่องเส้นทางนั้นไม่ต้องห่วงเพราะทุกวันที่เราเดินทางกันอยู่เราได้เห็นแล้วว่าเส้นทางระหว่างเมืองแต่ละที่นั้นสวยงามตลอดทาง หากใครไม่ง่วงหลับไปเสียก่อนก็จะได้เห็นวิวสวย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ .. นาน ๆ ได้มาทีต้องเก็บเกี่ยวให้ครบครับ
...เวลลิงตันคือเมืองหลวงของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมืองโอ๊คแลนด์ แต่แท้จริงแล้วเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า เมืองแห่งสายลม เมืองเวลลิงตันนี้ต่างหากที่เป็นเมืองหลวง และยังเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใต้สุดของโลกอีกด้วย.. เมื่อมาถึงที่เวลลิงตันแล้วบอกเลยว่ากิจกรรมที่มีให้ทำนั้นเยอะมาก แต่เราคัดมาแบบพีค ๆ ให้เรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาในการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิวซีแลนด์ที่ พิพิธภัณฑ์เตปาป้า อันเต็มเปี่ยมด้วยเรื่องราวสนุกสนานต่าง ๆ ภายในก็ยังมีการจัดนิทรรศการในรุปแบบที่แปลกใหม่ และน่าสนใจ เรียกว่าฉีกภาพพิพิธภัณฑ์ที่เราอาจเคยผ่าน ๆ มา...
...กิจกรรมต่อมาเปลี่ยนมาเพิ่มความอาร์ตความฮิปสร้างความสดชื่นให้กับตัวเราบ้างที่ ถนนคิวบา Cuba Street แหล่งที่รวบรวมบรรดาฮิปสเตอร์ทั้งหลาย หรือแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบหลงใหลสินค้าข้าวของแนววินเทจ โบฮีเมียน ที่นี่ก็มีพร้อมครบครันที่จะทำให้เราเผลอช๊อปปิ้งไปโดยไม่รุ้ตัว โดยที่สองข้างทางถนนก็ยังมีร้านค้าต่าง ๆ คาเฟ่ คลับบาร์ เรียกว่านี่คือสีสันแห่งเวลลิงตันก็ว่าได้
...และสุดท้ายที่เมื่อมาเวลลิงตันแล้วหากพลาดกิจกรรมอื่น ๆ ยังพออนุโลมให้ได้แต่ถ้าขาดกิจกรรมไฮไลท์นี้ไปบอกเลยว่ามาไม่ถึงนั่นคือการนั่งรถรางที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองเวลลิงตัน ซึ่งจะผ่านจุดต่าง ๆ เช่น สวนพฤกษชาติ พิพิธภัณฑ์รถราง หอดูดาว .. พร้อมชมวิวสวย ๆ ซึ่งหากมีเวลามากพอการได้ขึ้นไปยังยอดเขาวิคตอเรียเพื่อชมวิวเมืองก็จะทำให้เราปิดท้ายการเดินทางของเกาะเหนือไปแบบพีค ๆ กับทัศนียภาพอันสวยงามแบบพาโนรามาของเมืองเวลลิงตัน ..
...การเดินทางของเกาะเหนือตามโปรแกรมของเราสิ้นสุดลงที่เมืองเวลลิงตัน แต่ทุกการสิ้นสุดย่อมเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ และเราจะออกเดินทางกันต่อไปยังดินแดนเกาะใต้กันทันที.. ซึ่งความเป็นธรรมชาติแบบชนิดห้าดาวยังไม่พอ พร้อมรอเราอยู่จะเป็นที่ไหนบ้าง Apollo Overseas Tour  เราพร้อมที่จะพาเดินทางกันต่อแบบเต็มที่ให้ถึงขีดสุดแล้วเราจะไปยืนอึ้งกับวิวสวย ๆ ของเกาะใต้ด้วยกันครับ...